|
wircon
ศิษย์น้อง
 
ออฟไลน์
กระทู้: 120
|
 |
« ตอบ #1001 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 16:57:13 » |
|
มันดังตรงไหนอะครับ ถ้าดังจาดถังแก๊สท้ายรถเป็นเสียงวาล์วครับ ส่วนเรื่องน้ำมันหายต้องดูว่าในแต่ละวัน สตาร์ทและจอด หลายครั้งป่าว ตอนเช้าวอร์มเครื่องด้วยน้ำมันนานมั้ย ก่อนเข้าบ้านใช้น้ำมันมากมั้ย เพราะว่าระบบจะสาร์ทด้วยน้ำมันทุกครั้ง ความร้อน+รอบเครื่อง ถึง จึงเปลี่ยนเป็นแก๊ส โดยเฉลี่ยผมใช้น้ำมัน 95 เดือนละประมาณ 500-800 บาท แต่ที่สงสัยอยู่ส่วนตัว จังหวะที่ขับเร็ว ๆ 140-160 ยาว ๆ หรือ ออกตัวด้วยรอบสูง ๆ จะรู้สึกว่าน้ำมันหาย เหมือนกันครับ  ดังที่กล่อง ECU ของ Autronics ตรงทางวางขา คนนั่งอ่ะครับ มันจะดังรอบนึงตอน สตาร์ทแล้วเครื่องอุณหภูมิถึงจุดที่เปลี่ยนเป็นแก๊สได้ พอขับๆ มันดังขึ้นมา บ่อยเหมือนกันครับ เลย งงๆ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
jhjeab
เข้าวงการ

ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 15
|
 |
« ตอบ #1003 เมื่อ: 27 สิงหาคม 2008, 23:46:38 » |
|
มารายงานผลอัตราการสิ้นเปลืองครับ หลังจากได้มีโอกาสเดินทางกลับบ้านและไปเที่ยว ตจว.เลยได้มีการจดบันทึกการดับของจุดแสดงค่าแก็สตามด้านล่างนี้เลยครับ point 1 = 108 kms point 2 = 97 kms point 3 = 81 kms point 1 = 90 kms bring point = 162 kms total avg. = 538 kms/tank เติมแก็สเต็มถัง 588 บาท ตามอัตราการบริโภค เฉลี่ย 1.09 บาท/kms ก็ ประหยัดได้เยอะเลยครับ อ่อจากค่าที่แสดงตอนไฟจุดสุดท้ายที่มีการกระพิบผมว่าค่าการอ่านแก็สของตัววัดค่าไม่ค่อยจะตรงเท่าไหร่ แต่หลังจากได้มีเวลาเข้าไปที่อู่ พี่วิพากษ์ ก็ได้ออกมาอธิบายว่าตัวอ่านค่าความดันแก็สจะไม่ละเอียดนักแต่ก็สามารถเขี่ยค่าให้ใกล้เคียงได้ แต่ผมว่ามันก็ไม่ถือว่าเพี้ยนมากนะ แค่เรารู้ว่าตอนเหยียบคันเร่งไม่ขึ้นก็รู้แล้วว่าต้องหาปั้มแก็สแล้ว และก็กดไปใช้น้ำมันซะ แล้วก็มีเวลาได้คุยกับพี่พากษ์เกี่ยวกับเรื่องการ start และดับตอนจะจอดด้วยน้ำมัน พี่เขาบอกว่า ตอนเรา start ทุกครั้งจะเป็นการ start ด้วยน้ำมันทุกครั้งเลยแต่ถ้าเครื่องอยู่ในอุณหภูมิ ที่ร้อนมันก็จะตัดเป็นแก็สทันทีที่ start ติดโดยที่จริงๆแล้วนั้นระบบมันจะจ่ายน้ำมันให้ตอนstart ไม่ต้องไปยุ่งกับปุ่มกด สับไป สับมา แล้วไม่ต้องกลัวว่าเครื่องจะพังเพราะใช้แก็สเลย แต่ถ้าเราอยู่ในสภาวะที่ต้อง start บ่อยครั้งน้ำมันก็จะลดลงมากตามครั้งการ start ครับ นอกจากถ้าเกิดไม่มีน้ำมันในถังเลยสักหยดเราก็สามารถ start แก็สได้ โดยกดปุ่มค้างไว้แล้วก็ บิดกุญแจ start เลยโดยที่มือกดปุ่มค้างไว้จนเครืองติดแล้วก็ปล่อย แต่วิธีนี้อย่าใช้บ่อยเพราะจะทำให้เครืองยนต์ไปเร็วอย่างที่เรารู้ๆกันครับ แล้วก็เลยไม่ต้องสงสัยว่าน้ำมันหายไปไหนอีกนะครับ ข้อมูลนี้สำหรับหัวฉีด Autronic นะครับ 
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
|
anodite_studbar
เจ้าสำนัก
    
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 902
I love my CIVIC.
|
 |
« ตอบ #1008 เมื่อ: 09 กันยายน 2008, 00:16:36 » |
|
พอดีไปอ่านเจอโดยบังเอิญก็เลยเอามาฝากกันและหวังว่าคงจะมีโอกาสได้เห็นเป็นรูปเป็นร่างจริงๆในอนาคตอันใกล้ เปิดตัวรถพันธุ์ใหม่56กม./ลิตร สุดประหยัดพลังงานไฮโดรเจน จากหนุ่มผู้ถูกเรียกขานนามว่า "พ่อมด" ในหมู่เพื่อน สานฝันตัวเองต่อเนื่อง ยกระดับสู่ "พ่อมดแห่งนาซา" วันนี้ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ก้าวพ้นความฝันเฟื่องสู่นวัตกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต ด้วยสิ่งประดิษฐ์ รถยนต์พลังไฮโดรเจน ประหยัดพลังงาน 56 กิโลเมตรต่อลิตร  สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา จากช่างเทคนิคลูกทัพฟ้าสู่พ่อมดแห่งนาซา นักประดิษฐ์ผู้ไม่ยอมแพ้ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ พัฒนาอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำที่สามารถไปติดตั้งไว้ในรถยนต์ได้เลย ทำให้รถยนต์สามารถใช้พลังน้ำแทนน้ำมันในการขับเคลื่อนได้สำเร็จ เมื่อ เช้าวันที่ 21 สิงหาคม มีการแถลงข่าวถึงความสำเร็จอันน่ายินดีนี้ ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยมี ผศ.ดร.จรูญ ถาวรจักร อธิการบดี พร้อมด้วย ผศ.วิเชียร จันทะโชติ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล นายสุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้พัฒนาอุปกรณ์แยกไฮโดรเจนจากน้ำ รีแอคเตอร์ 1 และนายสมชาย ไตรสุริยะธรรมา ผู้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ พร้อมกับนำรถยนต์ที่ติดตั้ง รีแอคเตอร์ 1 ซึ่งเป็นกล่องโลหะสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 12 นิ้ว สูงประมาณ 10 นิ้ว อยู่ด้านท้ายของรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ขนาด 1,800 ซีซี มาให้ทดลองขับ ระยะ ทาง 100 เมตร ที่มีผู้ทดลองขับสลับเปลี่ยนกันไปหลายคน ต่างบอกว่า "ไม่แตกต่าง" กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันแต่อย่างใด ทั้งอัตราเร่งและความเร็ว... สุมิตร เล่าถึงที่มาของแนวคิดในการพัฒนาอุปกรณ์เพื่อนำเอาพลังงานน้ำมาใช้ว่า ตั้งใจทำให้คนไทยและโลกรู้ว่าน้ำเป็นพลังงานทดแทนได้ เพราะน้ำมีพลังงานมหาศาล แต่ยังไม่มีใครนำพลังงานของน้ำมาใช้อย่างเต็มที่ ในอดีตที่ผ่านมามีการนำพลังงานจากน้ำมาแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น การพัฒนาเรือเหาะ เอดินเบิร์ก แต่ก็เกิดความล้มเหลว จากนั้นความพยายามดังกล่าวก็หายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย ทำให้ตลอด 30 ปีของการทำงาน พยายามคิดค้นว่าจะเอาพลังงานที่จะเป็นพลังงานตลอดกาลมาใช้ได้อย่างไร  ส่วน เทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน อาศัยหลักการแยกน้ำด้วยไฟฟ้า ทำให้ได้ก๊าซไฮโดรเจน 2 อะตอม และ ออกซิเจน 1 อะตอม โดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า รีแอคเตอร์ เป็นตัวแยก เมื่อนำไปติดตั้งกับรถยนต์จะใช้ไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่รถ 12 โวลต์ เข้ามาทำการแยกโดยขั้วบวกจะมีปฏิกิริยาของออกซิเจน ขั้วลบจะเป็นปฏิกิริยาของไฮโดรเจนในการแยกโมเลกุลน้ำ และได้ไฮโดรเจนซึ่งเป็นเชื้อเพลิง แล้วส่งเข้าไปสันดาปในเครื่องยนต์ จุดเด่นของ รีแอคเตอร์ คือ ปฏิกิริยาการแยกน้ำจะเกิดขึ้นทีละน้อย ตามความต้องการของเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องนำไฮโดรเจนที่ได้ไปเก็บไว้ในถังเก็บ เมื่อผลิตไฮโดรเจนออกมาได้แล้วก็ส่งออกไปยังเครื่องยนต์ ทำให้เกิดการจุดระเบิดขึ้น เพราะคุณสมบัติที่ดีของไฮโดรเจนก็คือมีการเผาไหม้ได้สูงและมีการจุดระเบิด ที่ต่ำมาก เหมือนเครื่องยนต์ที่ใช้กันในปัจจุบัน เทคโนโลยีทุกวันนี้ในการผลิตไฮโดรเจนโดยใช้วิธีการคล้ายๆ กัน จะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อิเล็กโทรไรท์เตอร์ ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่คล้ายๆ กันหมด " ปฏิกิริยาแยกน้ำจะเกิดความร้อนสูง ยากแก่การควบคุม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่รีแอคเตอร์ที่พัฒนาขึ้น สามารถควบคุมความร้อนให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ที่สำคัญใช้น้ำเป็นวัตถุดิบต้นกำเนิดของเชื้อเพลิง ซึ่งหาได้ง่าย ราคาถูก และประการสุดท้าย คือ ไอเสียที่เกิดจากการสันดาปนั้น จะปนออกมารวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็นน้ำอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นไอเสียบริสุทธิ์" นายสุมิตร กล่าว ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้น นายสุมิตร บอกว่า เป็นสิ่งที่ให้ความสำคัญอย่างมาก และยังคงมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการพัฒนา รีแอคเตอร์ 2 ขณะนี้ได้ออกแบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นตัวทำหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติ ของการทำงานในระบบทั้งหมด วงจรนี้จะทำงานร่วมกับ ไมโครคอนโทรลเลอร์ ที่จะเป็นตัวควบคุมการทำงานของรีแอคเตอร์กับเครื่องยนต์ เพื่อให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่น้อยลง และได้ผลผลิตคือ ไฮโดรเจนในปริมาณที่เป็นสัดส่วนกับความต้องการของเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ก่อนหน้านี้ สุมิตร เคยบอกเอาไว้ว่า รถยนต์ขับเครื่องด้วยพลังงานใหม่นี้ ใช้พลังงานผสมผสาน แบบประหยัดสุดๆ ระยะทางประมาณ 560 กิโลเมตร วิ่งจากกรุงเทพฯถึงอุดรธานี ใช้น้ำมันเสริมเพียง 10 ลิตร เท่ากับว่า รถที่ว่านี้มัอตราประหยัดพลังงานที่ 56 กิโลเมตรต่อลิตรนั่นเอง " จุดประสงค์ที่คิดค้นเกิดจากอยากให้โลกรู้ว่า น้ำสามารถเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ตัวนี้ขึ้นมา นอกจากนี้รีแอคเตอร์ยังเป็นตัวแก้ปัญหามลพิษ สภาวะปัญหาของโลกในปัจจุบันที่เกิดสภาวะโลกร้อน เพราะการใช้น้ำมาเป็นพลังงานเป็นเชื้อเพลิง จะทำให้ลดภาวะโลกร้อนและแก้ปัญหามลพิษไปด้วย ผลงานชิ้นนี้จะไม่ใช่ชิ้นแรกและชิ้นสุดท้าย ขอให้คนไทยเป็นกำลังใจให้ผมและทีมงานทำหน้าที่ต่อไปให้สำเร็จ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป" นายสุมิตร กล่าว ในเบื้องต้นทีมคิดค้นพัฒนา รีแอคเตอร์ ยังไม่ได้กล่าวถึงต้นทุนการผลิต หรือการพัฒนาในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด นายสุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา เดิมเป็นชาว จ.ราชบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนจ่าอากาศ เริ่มต้นรับราชการที่กองบิน 23 จ.อุดรธานี เป็นเวลา 6 ปี จากนั้นได้ศึกษาต่อในหลายสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทั่งจบการศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรม อากาศยาน จากประเทศสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปีในบริษัทผู้ผลิตอากาศยานยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น โบอิ้ง หรือ แอร์บัส ทำงานในองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา มีผลงานการประดิษฐ์ที่ทำให้ประหลาดใจหลายอย่าง จนเพื่อนร่วมงานขนานนามว่า "พ่อมด" ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก  ไว้ ณ.ที่นี้ด้วยครับ 
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09 กันยายน 2008, 00:20:04 โดย anodite_studbar »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
|
|
takukina
ศิษย์น้อง
 
ออฟไลน์
กระทู้: 91
silver whale
|
 |
« ตอบ #1014 เมื่อ: 15 กันยายน 2008, 21:08:27 » |
|
ของป๋มก็เป็นนะคับ แอร์ตัด รอบตก เครื่องสั่น แถมเข็มวัดรอบถ้าเครื่อง ร้อนจัด เวลาแอร์ตัด รอบจะตกต่ำกว่า 500 รอบเรยคับแต่มะเคยดับ ป๋มเรยปรึกษาพี่ต้น เค้าขายสายจู+โปรแกรมจูนภาษาไทย เค้าพาไปวิ่งจูน จนพอใจ(มอร์เตอเวย์ อะ) วิ่งดีขึ้นเยอะเรยคับ รอบแอร์ตัด สั่นน้อยลงมาก และรอบก็นิ่งแล้ว ไม่ร่วงลงมาต่ำกว่า 500 อีกเลยคับ เล่าสู่กันฟังนะคับพี่ๆ  คุ้มโคดๆ 
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
ton1421
เข้าวงการ

ออฟไลน์
กระทู้: 37
|
 |
« ตอบ #1017 เมื่อ: 16 กันยายน 2008, 20:44:31 » |
|
ช่วงนี้ตอนจอดเข้าเกีนร์ว่างรถติด รอบมันชอบต่ำกว่าพัน ทำให้เครื่องสั่นๆอะครับ ต้องเร่งขึ้นมา บางทีไม่เร่งก็สั่นแล้วดับ ใครเป็นบ้างครับแล้วแก้ยังไงหรอคับ นี่ผมพึ่งเปลี่ยนหัวเทียนกับล้างปีกผีเสื้อด้วย ของผม es01 autronic 58lt. คับ
เป็นเหมือนกันครับ ES 01 MT Autronic ติดมา4 เดือน 8 พันโล จูนซ้ำ 3 ครั้งแล้ว วิ่งปกติ ไฟเอนจิ้นไม่โชว์ แต่เดินเบา ติดไฟแดง จะสั่น สะเทือนๆ รู้สึกได้ กดเข้าน้ำมัน จะไม่สั่น กดกลับมาแกส จะสั่น ยางรองแท่นเครื่อง ตั้งวาว ล้างลิ้นผีเสื้อทำมาหมดแล้ว หัวเทียนเปลี่ยนใหม่อีกรอบ ก้อยังไม่หายหาย ถ้าวิ่งๆหยุดๆ รอบชอบจะตกมา500 แต่ไม่ดับ ปกติจะอยู่ที่ 700 ทีนี้เดือนที่แล้ว เกิดหมื้อน้ำรั่วครับ เปลี่ยนหมื้อน้ำทั้งใบ (4พันกว่าแน่ะ) เบิกใหม่ ติดตั้งเสร็จ ใส่น้ำยาหล่อเย็น วิ่งไม่มีสั่นเลย หายไปปลิดทิ้ง ดีใจมาก เช็ค+จับผิดตลอด ไม่ได้ไปทำไรเพิ่มกับแกสเลยครับ มันหายยเอง แต่ดีอยู่ 2 วัน กลับมาสั่นอีกแล้ว สั่นบ้างสะเทือนบ้าง ผมถามอู่ที่ติด เค้าให้กลับไปดู ว่าพวกตะเข็บท่อไอดีมีแตกมีร้าวไม๊ แต่ก้อยังไม่ว่างไป คงต้องจูนใหม่อีกทีด้วย ยังไงถ้าได้ทำแล้ว จะกลับมาเล่าครับ
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
anodite_studbar
เจ้าสำนัก
    
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 902
I love my CIVIC.
|
 |
« ตอบ #1031 เมื่อ: 13 มกราคม 2009, 02:53:11 » |
|
หายไปนานเลยครับ พอดีว่าวันนี้ไปทำช่วงล่างที่ร้านพี่ใหม่มา (เข้าไปชมได้ที่ Link ข้างล่างนี้ครับ เป็นความรู้เกี่ยวกับช่วงล่างครับ) http://www.welovecivic.com/forum/index.php/topic,41.new.html#new  และจังหวะว่าวันที่ 15/1/52 ผมจะเดินทางไปต่างจังหวัด ก็เลยถือโอกาสเปลี่ยนน้ำมันเครื่องด้วยซะเลย น้ำมันเครื่องผมยังคงใช้ 0w40 PTTเหมือนเดิม พร้อมกรองน้ำมันเครื่อง(แท้) และกรองอากาศ(เทียม)ไปเลยครับ  รูปนี้คือตอนถ่ายน้ำมันเครื่องครับ  เท่าที่ดูจากสีน้ำมันเครื่อง ก็ดำอยู่พอสมควรครับ อันนี้คือกรองเก่าครับ  จริงๆแล้วเบ่าก็ได้ครับ แต่ว่าใช้แก็ส พวกนี้ควรจะใหม่ดีกว่าครับ และหลังจากเปลี่ยน ก็วิ่งดู ก็รู้สึกได้เลยถึงความลื่นขึ้น แรงขึ้น ซึ่งก่อนเปลี่ยนจำได้ว่ารู้สึกว่าต้องลากเยอะกว่าเดิม อาจจะเป็น ไปได้ว่าน้ำมีนเครื่องถึงอายุที่จะต้องเปลี่ยนก็เป็นได้ กิโลที่เปลี่ยนครั้งนี้ครับ  จริงๆแล้วน้ำมันเครื่องเปลี่ยนก่อนไม่เป็นไรครับ ยิ่งดีซะอีก เครื่องจะได้ไม่โทรมเร็ว และระยะเวลาที่เปลี่ยนควรจดไว้ด้วยและ ไม่ควรทิ้งไว้นานกว่าระยะที่กำหนดนะครับ เพื่อเครื่องของคุณจะได้อยู่ไปนานๆครับ 
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 13 มกราคม 2009, 02:55:50 โดย anodite_studbar »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
thee
ศิษย์น้อง
 
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 72
|
 |
« ตอบ #1033 เมื่อ: 05 มีนาคม 2009, 15:15:23 » |
|
ผมใช้DIMENSION 03 เกียร์ MT ติด NGV หัวฉีดมา2ปีกับ3เดือนก็ OK.ครับ จะมีปัญหาก็ตอนSTARTช่วงแรก รอบประมาณ 2500 ตัดเป็นGAS พอถึงทางโค้งถอนคันเร่งมักจะดับ ผมจึงสับมาใช้นำมันวิ่งสัก2-3 กิโล แล้วสับมาใช้GAS ไม่ทราบว่าพฤติกรรมแบบนี้จะมีปัญหาต่อเครื่องยนต์หรือไม่
เรื่องปัญหาต่อเครื่องยนต์ ไม่แน่ใจครับ รถผม ไดเมนชัน 2004 auto ติด NGV ระบบฉีด ของ BRC เคยเป็นปัญหานี้เหมือนกัน >>> พอถึงทางโค้งถอนคันเร่งมักจะดับ วิ่งจูน วิ่งแก้ อยู่ประมาณ 4 เดือน มีเบาสั่น เบาดับ ดับกลางอากาศด้วย สรุปได้ว่า น่าจะมาจากการจูนเครื่อง ส่วนของแก๊สเป็นหลักครับ เพราะผมจูนใหม่เอง หายสนิทเลย ประหยัดกว่าอู่จูนมาให้อีก วิ่งได้ประมาณ 18 กิโลเมตร / แก๊ส 1 กิโลกรัม ผมลืมไปอีกอย่างครับ ลองสังเกตุว่า เป็นช่วงคอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานด้วยหรือเปล่า อาจจะมีส่วน ต้องตั้งวาล์วใหม่ อาจจะยันนิดนึง
|
|
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 มีนาคม 2009, 15:39:34 โดย thee »
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
|
|
|
thee
ศิษย์น้อง
 
ออฟไลน์
เพศ: 
กระทู้: 72
|
 |
« ตอบ #1038 เมื่อ: 23 มิถุนายน 2009, 12:10:27 » |
|
สวัสดีครับ
ผมเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดเลยนะครับ
เพราะเริ่มเซ็งๆว่า ทำไม CIVIC 2001 ถึงยังแก้เรื่องแก๊สไม่ตก (เดิมเป็น EXi D17Z แต่ได้เครื่อง VTEC D17A มาลงทีหลัง มันมีตำนานครับ)
มาดูจุดเริ่มต้นของตำนานเลยนะครับ
ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม ปีที่แล้ว ล่วงเลยเวลาต่อภาษีของรถคันนี้นิดหน่อย รถคนนี้ Honda Civic 2001 (Dimension) EXi เป็นของผม โดยมี LPG ติดมาแล้วในตัว ระบบหัวฉีด ยี่ห้อ BRC ดูในสมุดทะเบียนก็ไม่เก่านัก ติดก่อนผมซื้อแค่ปีกว่า
เมื่อได้มาอาการเบาดับก็มาแต่ต้น แน่นอน เต๊นท์เขาบอกแต่แรกว่าไม่ได้รับประกันอะไร บอกแต่อู่ประจำของเขา ลงท้ายก็ "ไม่มีโปรแกรมจูนของ BRC"
จึงใช้เวลาพักใหญ่ แล้วได้จูน LPG ของ BRC ใหม่ เสีย 300 ฿ ดีขึ้น แต่ไม่แก้อาการสวิง เพราะ... อู่ผู้นำเข้า BRC ชื่อ SuperCentralGas ที่รัชวิภา ทำแต่แก๊ส ไม่ยอมทำเรื่องเครื่องเรื่องน้ำมันให้เลย
แม้จะผ่านการล้างปีกผีเสื้อปัญหาเจ้าประจำของคนใช้แก๊สแล้วก็ตาม ยังคงรอบสวิงเป็นนิด ขับไปนานพอสมควรก็สวิงแบบเกือบดับกับดับเลย
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในปั๊มป์เชลล์ เลือก Helix Ultra 5W-40 โดนไป 2,200 ฿ กว่า แถมร่มใหญ่ 1 คัน กับ Sim One-2-Call เปลี่ยนโปรฯตอนกดสมัครครั้งแรกได้ มา 2 ซิม ช่วงนั้นมักจะเติมน้ำมันหัวเชื้อของ Esso กระป๋องเล็กๆ อยู่บ่อยครั้ง
ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ในขณะที่กันขโมยที่ติดก็ไม่เรียบร้อย (ร้านแถวๆหมู่บ้านคงไทย ถนนพหลโยธิน ฝั่งซ้าย ไม่ห่างมากนักจากอุโมงค์วัดพระศรี มุ่งสะพานใหม่) ก็มีเรื่อง "ไฟเลี้ยวกระพริบคู่" ปริ๊บๆๆๆ เมื่อวิ่งเร็วๆ เกิน 80 เกิน 100 km/hr ช่างบอกว่า กระโปรงหน้ามันตีลมมันกระพือเล็กน้อย แต่ไปโดนเซ็นเซอร์
ก็ปรับเล็กน้อย ผมก็ Make Sure เรื่องกันขโมย ลองขับขึ้น Tollway เห็นมันโล่งๆดี เลยเหยียบ 160 km/hr ไม่นานนัก จำได้ว่าใช้ LPG เนี่ยแหละครับ
ตุลามหาวิบัติได้เริ่มขึ้นจากตรงนี้... เพราะเคยลองไปวิ่งดึกๆจากรังสิตไปวังน้อย 160 km/hr นั่นแหละ ก่อนหน้าลองที่ Tollway ประมาณ 1 เดือน มันก็ไม่เห็นเป็นไร... อาจใช้คำว่าประมาทก็ได้
มหาวิบัติคือ หลังถ่ายน้ำมันเครื่องไม่ถึงเดือน ตอน 160 km/hr บน Tollway ไม่นานนัก เริ่มเสียง "เช้งๆ" (มันก็ครึ่งค่อนปีแล้ว ชักจำเสียงไม่ได้) เสียงชัดเมื่อรอบถึง 2000 รอบ พอลงมาบนถนนปกติแล้ว ไม่ว่าจะน้ำมันหรือแก๊ส พอถึง 2 พันรอบ เสียงเครื่องมา เพียงเพื่อลองเซ็นเซอร์กันขโมยกระโปรงหน้า วิ่งให้ลมตีรถเร็ว 160 km/hr ก็ถึงคราวอวสานของเครื่อง EXi (D17Z)
วันที่เสียงมา ก็เป็นไม่มาก เป็นเย็นวันพฤหัสฯ ก็ชะล่าใจ ว่าจะให้ช่างไปดูวันเสาร์ ไม่อยากลางาน แต่วันศุกร์ก็เอาไปวิ่ง แม้จะไม่เร็วนัก แต่เสียงก็ชัดขึ้นๆๆ พอวิ่งไปไกลมากๆ กลายเป็นเสียง "เคล้งๆๆ" ดังมาก วิ่งไม่ค่อยเร็ว ฮีทสูงเกินครึ่ง เปิดมาเหม็นไหม้
แล้วก็เลยเรียกรถยกมา เอาไปให้อู่เจ้าประจำ อู่โปรดของพ่อ อยู่แถวๆบ่อนไก่ ไม่ห่างจากทางขึ้นทางด่วนมากนัก
มหาวิบัติของจริงครับ เครื่อง VTEC สำหรับรุ่น Dimension จากเซียงกงสักแห่ง มาแทนเครื่องเดิม ที่เจ้าของอู่บอกว่า ก้านเพลาหักเกือบหมด เหลือสูบเดียวเลยวิ่งเอื่อยๆได้
มีข้อสันนิษฐานจากช่างทั้งหลายไว้หลายประการ เพื่อนๆสมาชิกลองคิดดูนะครับ ว่าอะไรคือต้นเหตุ
หม้อน้ำซึม (อาการนี้มาตรวจเจอจริงๆหลัววางเครื่องหลายเดือน) / น้ำมันเครื่องปลอม / น้ำมันเครื่องเกรดดีไป ลื่นไปสำหรับเครื่อง Civic เก่า / น้ำมันหัวเชื้อ ทำให้ตะกอนไปอุด "ฝักบัว" / บ่าวาล์วแห้ง ฯลฯ
โดนไปครับ 44,000 ฿ สำหรับ VTEC เซียงกง ถอดเกียร์ออโต้ออก ใส่เป็นเกียร์ธรรมดาจากรถผมแทน เป็นของจากนอก ตอนไป'ขนส่งหมอชิต ต้องเอาใบกรมศุลฯไปแจ้งด้วย
มหาวิบัติที่น่าเจ็บใจรอบสอง คือ เจ้าของอู่คนเนี้ย ที่บ่อนไก่เนี่ยแหละครับ
แกอ้างว่า ถ้าต่อแบบ VTEC แกไม่กล้าต่อแก๊ส ระบบไฟมันไม่เหมือนเดิม แกขอต่อแบบ EXi ไป โดยเราไม่ได้ฉุกคิดว่า เรายก ECU ของ VTEC ให้แกไปแล้วน่ะสิ เพราะมาเจอใน 4-5 เดือนทีหลังว่า แกไม่ได้เดินไฟแบบ EXi เฉยๆ แกยังใช้ชุดเดิมหมดเลย.....
พอเราโทรไปถาม เราก็เริ่มรู้ไต๋ แกบอกว่า กล่อง ECU และชุดสายไฟ ที่มากลับเครื่อง VTEC อยู่ที่ร้านเดิมที่แกซื้อมา พอเราบอกว่า งั้นผมจะขับไปต่อรองกับร้านนั้น แกก็บอกว่าไม่มีแล้ว ไปซื้อกล่องอื่นอีกร้านนึงแล้วกัน พอผมขอไปอีกร้านนึงเอง แกก็บอก ไม่ได้ ให้ไปรอรับของจากร้านแก โดยคิดเงิน 4,000 ฿ ผมรู้ทันทีว่า อยู่ที่แกเองนั่นแหละ ทำไมผมจะไปเอาร้านถัดมาที่แกให้เบอร์ไม่ได้ ต้องไปรอของร้านแกทำไม
มันคงไม่แพงแต่ผมไม่ยอมดีกว่า ตอนนี้คิดเล่นๆว่า อาจจะเอาพวก ECU ของ MUGEN อะไรพวกนี้ อยากให้เป็นของมือสองมากกว่านะครับ มาแทนเลยดีกว่า
ฉะนั้น ปัจจุบันนี้ ต้นเดือนมิถุนายน 2552 เกือบครบ 1 ปีที่ผมใช้รถคันนี้ ใช้กล่อง ECU ของ EXi (D17Z) ต่อกับเครื่อง VTEC D17A ซึ่งมี CC เท่ากันเด๊ะเลย เมื่อดูจากสมุดทะเบียนรถ
มหาวิบัติอีกอันก็คือ ตั้งแต่แกวางเครื่องนี้มา ทุกครั้งที่รถนี้ออกตัว จะมีเสียง "กึ้ก" แถวๆล้อหน้าซ้าย แทบทุกครั้ง ออกตัวเกียร์ 1 พุ่ง แบบหวุดหวิดจะดับ ถึงออกตัวเร็ว แต่คุมยาก บอกตรงๆ เพราะรอบมันสวิงตอนผ่อนคันเร่ง ถ้าเราออกแบบสุดเท้า คงดับ โช้คก็อ่อน ถ้านั่งถึง 3 คนขึ้นไป เจอคันสะดุด/เนินสะดุด/ตัวหนอน ท้องรถกระแทกแน่ๆ ต้องผ่านช้างมากๆ เลี้ยงคลัชลำบากมากๆ อย่างที่บอก รถมันพุ่งแล้วรอบมันตกลงต่ำกว่า 700 rpm ตอนที่รถออกมาแล้ว ถ้าเร็วกว่านี้ มีเสียงยางสีกับพื้น เอี๊ยดดดด..... อาการสุดท้ายที่เป็นหลังวางเครื่อง คือ ทั้งน้ำมันและ LPG จะดับได้ หากหักเลี้ยวสุด แล้วออกตัว ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เสียงกึกนี่มีตลอด
การปรับปรุงแก๊ส ย่อมมีอุปสรรคแน่ เพราะ ECU มันไม่ตรงกับเครื่อง แล้วที่พุ่ง ก็คงเพราะเรื่อง ECU กระมัง หลังยกเครื่องผมเปลี่ยน ไส้กรองอากาศ ชุดพาวเวอร์ที่น้ำมันซึมมีสาย 2 กะปั๊มมั้ง ยางรองแท่นเครื่อง ลูกหมากกันโคลง ชุดคลัช ท่อยางลำเลียงน้ำเข้าหม้อต้ม 2 ท่อ(ที่ทำให้น้ำหม้อน้ำซึม) และหัวเทียนทั้ง 4 ไปแล้ว ก็แก้อาการเครื่องสั่น แต่ออกตัวพุ่งกะเบาดับยังแก้ไม่ได้
ผมควรจะเอาไงกะมันดี ผมคิดว่าระบบหัวฉีดของ BRC ก็โอเคนะครับ มีร้านสำหรับรถ Honda ชื่อ Speedway มุ่งจากแยกประเสริฐมนูกิจ-ลาดปลาเค้า ไปรามอินทรา-ลาดปลาเค้า มองฝั่งขวา อยู่ในซอยของถนนลาดปลาเค้า (ถนนประเสริฐมนูกิจ คือชื่อจริงๆของโครงการถนนเกษตร-นวมินทร์) ร้าน SmileGas ที่ทำ BRC ได้ แนะนำให้ไปร้านนี้ รับรองหายหมด ร้านนี้เขาซ่อมเฉพาะ Honda ด้วย แถมยังรับติดแก๊สของ BRC ด้วย (เออ ถ้ารู้ไม่ไปเสียค่าจูน 300 กะ SmileGas หรอก)
คือกลัวมันจะแนะนำให้ผมเปลี่ยน ECU ของน้ำมันน่ะสิครับ ไม่ใช่อะไรหรอก ส่วนช่วงล่างที่เหลือที่ต้องทำ จากฝีมือไม่ถึงของบางอู่ นั่นจำเป็นต้องทำอยู่แล้ว วิ่งไกลเกือบทุกวัน รัชโยธิน-รัตนาธิเบศร์เข้าสัปดาห์ที่ 2 แล้วครับนี่
ถ้าจะถามประวัติรถนี้แบบสุรป ทำไรมาบ้าง ตามลำดับนะครับ
- LPG ชุดนี้ เป็นหัวฉีด ยี่ห้อ BRC ถัง 80 ลิตร มีมาตั้งแต่ก่อนซื้อ คงติดก่อนผมซื้ออยู่ปีกว่า ในสมุดทะเบียนระบุว่า แจ้งติดแก๊ส พฤษภาคม 2550 - ซื้อมา ต้นเดือนกรกฎาคม 2551 ก็มีอาการเบาดับแต่แรกซื้อ - ถ่ายน้ำมันเครื่อง (Shell's Helix Ultra 5W-40) ผิดเวลา คือ วิ่งจากวันแรกที่ซื้อมาราว 8,000 km แล้วถ่ายน้ำมันเครื่อง (โดยไม่มีประวัติน้ำมันเครื่องจากเจ้าของเดิม) - ช่วงเวลาประมาณถ่ายน้ำมันเครื่อง ก็มักเติมน้ำมันหัวเชื้อของ Esso กระป๋องขนาดใกล้เคียงปลากระป๋อง เป็นประจำ - หม้อน้ำเริ่มซึมหรือเปล่าก็ไม่รู้ - เดือนตุลาคม 2551 ตุลามหาวิบัติ วิ่ง 160 km/hr บน Tollway เครื่อง EXi พัง ยกเครื่อง ได้ VTEC แต่ยังต่อไฟแบบ EXi ใช้ ECU เดิมของ EXi เอาชุดเกียร์ออโต้คืน ใส่ชุดเกียร์ธรรมดาชุดเดิม - ช่วงล่างมีปัญหาตั้งแต่ยกเครื่อง มีเสียงกึกตอนออกตัว หักเลี้ยวสุดแล้วเดินหน้าหรือถอยหลังมักจะดับ เปลี่ยนระบบพาวเวอร์ไปส่วนนึงก็แก้น้ำมันซึมแต่หักเลี้ยวดับประจำ เบาดับเป็นน้อยกว่าเครื่องเก่า แต่มีบ้าง จะเอียงไปทางสวิงรอบต่ำตอนเบารถมากกว่า - หลังยกเครื่อง ได้เปลี่ยน ไส้กรองอากาศ ชุดพาวเวอร์ที่น้ำมันซึมมีสาย 2 กะปั๊มมั้ง ยางรองแท่นเครื่อง ลูกหมากกันโคลง ไปแล้ว 2 เดือนขึ้นไป - ถ่ายน้ำมันเครื่องรอบ 2 สำหรับคันนี้ (ครั้งแรกของเครื่องนี้) เมื่อใช้มา 8,000 km กว่า เดิมตอนวางเครื่อง อู่นั้นใส่ ปตท.ป๋องเขียว (เข้าใจว่า 20W-40) ผมมาถ่ายก็เลย เอา Helix 5W-40 ที่เหลือราวๆ 1 ลิตร รวมกับ Mobil 1 10W-40 กระป๋องใหม่ และหัวเชื้อน้ำมันเครื่องของ Esso Mobil 1 (เลือกรุ่นสำหรับรถเก่า) ไม่เปลี่ยนไส้กรอง เพราะใช้ของแท้เดิมติดมา - ปีกผีเสื้อล้างตอนก่อนยกเครื่องไม่นาน แล้วก็ ตอนเปลี่ยนยางแท่เครื่องและลูกหมาก ก่อนวันนี้อีกรอบราวๆเดือนกว่าได้มังครับ - ที่เปลี่ยนไปไม่ถึง 2 สัปดาห์ คือ ชุดคลัช (เปลี่ยนเพราะเหยียบคลัชแล้วมีแรงตีกลับเยอะและมีเสียงกรึบที่ฝ่าเท้า) ท่อยางลำเลียงน้ำเข้าหม้อต้ม 2 ท่อ(ที่ทำให้น้ำหม้อน้ำซึม) และหัวเทียนทั้ง 4 - กิโลปัจจุบันตอนที่ Post ตอนนี้ อยู่ที่ 140607 km ถ่ายน้ำมันเครื่อง ใช้ Mobil 1 10W-40 + Helix Ultra 5W-40 เปลี่ยนเมื่อ 137809 km สีน้ำมันเครื่องปัจจุบัน สีน้ำตาลเข้มแบบสาวไทยทำสีผม ค่อนข้างเหลว หยดแหมะ - เมื่อมีเหตุการณ์ปรับปรุงรถ เช่น ถ่ายน้ำมันเครื่อง จูน ECU ของนำมันใหม่ หรือเปลี่ยนหัวเทียน เรื่องรอบ ไม่มีเบาดับ จะเกิดขึ้นไม่นานนักผ่านไป 1-2 สัปดาห์ก็จะกลับมาเป็นๆหายๆเช่นเดิม
ยินดีรู้จักและแลกเปลี่ยนกับเพื่อนสมาชิกทุกๆคนครับ
สวัสดีครับ อยู่แถวไหนครับ ? รถผม Civic ES 2004 D17Z เช่นกัน ติด NGV Injection ของ BRC เคยมีปัญหาเหมือนกัน เบาสั่น เบาดับ ขับดับ เลี้ยวดับ รถผมติดที่ SCG สมัยอยู่ถนนกิ่งแก้วครับ ตอนนี้เค้าย้ายไปอยู่อ่อนนุชแล้ว ลองเข้าไปใช้บริการที่ อ่อนนุชดูสิครับ รุ่นนี้ NGV เค้าว่าจูนยาก แต่ LPG ผมไม่มีข้อมูลนะครับ ที่อ่อนนุชรถน่าจะน้อยกว่าที่วิภาวดี เคยเข้าไปใช้บริการเหมือนกัน เลิกไปเลย ถ้าไปจูนที่นี่ น่าจะมีโอกาสได้คุยอย่างละเอียดกับช่างมากกว่า จะขับเองก็ได้ หรือให้ช่างขับก็ได้ตอนจูน แล้วจะได้สังเกตุอาการเองได้ในจุดที่เคยเป็น แต่ก่อนไปจูนแก๊ส ควรต้องเช็ก ส่วนเครื่องยนต์ กรณีที่ใช้เฉพาะน้ำมันแล้วปกติก่อนนะครับ เช็กระยะห่างวาล์ว ปรับตั้งใหม่หลังจากใช้แก็สวิ่ง
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|